การทำ SEO ทำง่ายๆ เริ่มด้วย On-Page SEO

Technology ข่าวประชาสัมพันธ์

On-Page SEO สิ่งสำคัญที่หลายคนมองข้าม

on page seo

On-Page SEO คือ การปรับแต่งเนื้อหาบนหน้าเว็บไซต์ของเราเอง ให้เหมาะสมและถูกต้องตามหลักของ Google Algorithm เพื่อเป็นการบอก Google ว่าคุณกำลังจะทำเว็บไซต์เกี่ยวกับเรื่องอะไร โดยปกติเรามักจะใช้หลักของ On-Page SEO เพิ่มประสิทธิภาพให้กับหน้าเว็บเพจ ให้สามารถทำอันดับบน Google ได้ดียิ่งขึ้นและเเป็นประโยชน์ต่อผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์

หากย้อนไปประมาณปี 2010 การทำ On-Page SEO มักจะถูกให้ความสำคัญน้อยกว่า Off-Page SEO อยู่มาก (On-Page 20% และ Off-Page 80% อย่างนั้นเลย)

แต่เมื่อ Penguin Algorithm เริ่มเข้ามามีบทบาทในปี 2012 ทำให้นัก SEO สาย Off-Page ต้องเจอมรสุมครั้งใหญ่ เพราะอันดับที่เคยดีจากการทำ Off-Page กลับไม่เป็นอย่างที่คาดการณ์เอาไว้

นับตั้งแต่นั้นมาการทำ On-Page SEO จึงได้รับความสำคัญมากยิ่งขึ้น แต่อันที่จริงแล้ว On-Page SEO มีความสำคัญมานานมากแล้วครับ แม้ปัจจุบันนี้เทคนิคออนเพจที่เรียกว่า Old School (เทคนิคแบบดั้งเดิม) ก็ยังใช้ได้ผลดีอยู่ ซึ่งหลักสำคัญของ On-Page จะแบ่งออกเป็น 4 ส่วนดังนี้

1. การปรับแต่งและจัดการ Page Title และ Meta Description

title-และ-meta-description

ตัวอย่างการทำ Title & Meta Description จาก Serpsim.com

ในส่วนของ Page Title และ Meta Description ถือว่าสำคัญมากที่สุดในการทำ On-Page SEO

หลักการง่ายๆเลยก็คือ ถ้าเป็นคีย์เวิร์ดที่ต้องการควรอยู่เป็นคำแรกของ Title และควรจะมีตัวเลขหรือสัญลักษณ์ เพื่อดึงดูดสายตาของผู้ค้นหา ตัวอย่างเช่น

การทำ SEO คืออะไร สำคัญอย่างไร? (อัพเดทล่าสุด 2021)

Page Title แบบนี้จะมีองค์ประกอบสำคัญก็คือ คีย์เวิร์ดคำว่า “การทำ SEO” ซึ่งเป็นการบอก Google ว่าคุณให้ความสำคัญกับคีย์เวิร์ดนี้มากที่สุด ส่วนใน Meta Description อาจแทรกคีย์เวิร์ดหลัก 1 คำและคีย์เวิร์ดรอง 1 คำ

ผมขอแนะนำเว็บ https://serpsim.com เอาไว้ทดลองใช้งานได้ครับ สำหรับ Page Title แนะนำว่าไม่ควรเกิน 480px และ Meta Description ไม่ควรเกิน 900px นะครับ

2. การปรับแต่งและจัดการ Keyword ในเนื้อหา

Keyword แปลว่า "คำหลัก" แต่เนื่องจากเรียกทับศัพท์กันมานาน ผมจึงใช้ในบทความว่า "คีย์เวิร์ด"
Keyword แปลว่า “คำหลัก” แต่เนื่องจากเรียกทับศัพท์กันมานาน ผมจึงใช้ในบทความว่า “คีย์เวิร์ด”

การปรับแต่งและจัดการคีย์เวิร์ดแบบง่ายๆ ผมแนะนำว่า 100 คำแรกควรมีคีย์เวิร์ดหลัก 1 คำ หัวข้อต้องมี H1 H2 H3 ควรมีคีย์เวิร์ดหลักหรือคีย์เวิร์ดรองอย่างละ 1 คำ

ด้านในที่เป็นเนื้อหาไม่ควรมีคีย์เวิร์ดเกิน 2 คำต่อ 1 ย่อหน้า และใน 1 ย่อหน้าควรมีความยาว 150-300 คำ เป็นหลักการแบบรวบรัดที่ผมใช้ในการทำงานอยู่ ให้คุณเอาวิธีนี้ไปใช้จัดการคีย์เวิร์ดได้เลยครับ

3. การออกแบบเนื้อหาตามหลัก SEO Copywriting

Copywriting หลักการเขียนบทความเชิงจิตวิทยา ส่วนใหญ่ไว้เขียนโฆษณาเป็นหลัก

เป็นการนำหลักของการเขียนโฆษณาซึ่งอ้างอิงพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมาย มาผสมกับเทคนิคการทำ SEO ผมขอยกตัวอย่างของ Page Title ตัวเดิมนะครับ

“การทำ SEO คืออะไร สำคัญอย่างไร? (อัพเดทล่าสุด 2021)”

สำหรับใน Page Title นี้จุดที่มีส่วนของ Copywriting คือการใช้ตัวเลข 2021 และคีย์เวิร์ด “ทำ SEO” และมีคีย์เวิร์ดรองเป็น “การทำ SEO คืออะไร”

การทำให้บทความเป็นปัจจุบันและเพิ่มสัญลักษณ์ ยกตัวอย่างเช่น (อัพเดทล่าสุด 2021)

ซึ่งนี่เป็นเพียงเทคนิคในการเขียน Page Title เท่านั้นครับ ยังไม่รวมลำดับการเขียน เทคนิคการเขียนและอื่นๆอีกมากมาย ซึ่ง SEO Copy Writing จะมีผลทั้ง On-Page SEO และมีผลอย่างมากในเรื่องของ UX Signals ครับ

4. การจัดการเรื่อง UX Signals (ประสบการณ์ผู้ใช้งาน)

UX Signals (User Experience) สัญญาณประสบการณ์ที่ดีของผู้ใช้งาน

UX Signals สมัยก่อนถือว่าเป็นหนึ่งในส่วนของ On-Page เพราะยังไม่มีอัลกอริทึมที่ออกมาวัดผลอย่างชัดเจน แต่ปัจจุบันนี้เรื่องของ UX Signals ได้มีอัลกอริทึมเอาไว้วัดผลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งผมจะอธิบายแบบละเอียดมากขึ้นในหัวข้อถัดๆ ไป อย่างไรก็ดีเราก็ต้องยอมรับว่า UX Signals มีความสำคัญมากเช่นกัน

ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นหัวใจสำคัญของการทำ On-Page SEO ที่ไม่ใช่แค่มีอันดับที่ดี แต่จะสามารถตอบโจทย์ผู้เข้าชมเว็บไซต์ของคุณได้อีกด้วย สำหรับใครที่สนใจจะศึกษา On-Page SEO ให้ละเอียดมากขึ้น ผมจะทำบทความแบบเจาะลึกให้ได้อ่านกันเร็วๆ นี้แน่นอนครับ

หัวข้อต่อไปเราจะมาทำความรู้จักกันในเรื่องของ Off-Page SEO หรือ Backlink ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งปัจจัยหลักในการทำ SEO ที่ขาดไม่ได้เลย